ข้าวฟ่าง ธัญพืชโบราณ อุดมคุณค่า เป็นธัญพืชโบราณที่ปลูกมานานกว่า 5,000 ปี นิยมปลูกในหลายพื้นที่ทั่วโลก โดยเฉพาะในเขตร้อนและกึ่งแห้งแล้ง ข้าวฟ่างจัดเป็นพืชตระกูลหญ้าเช่นเดียวกับข้าวโพด ลักษณะลำต้นตั้งตรง ใบเรียงสลับ ดอกออกเป็นช่อรวงยาว เมล็ดข้าวฟ่างมีขนาดเล็ก กลม สีขาวหรือสีเหลืองอ่อน ข้าวฟ่างจัดเป็น “Superfood“ ของโลก อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ประกอบไปด้วยโปรตีน เส้นใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ มากมาย
หัวข้อบทความ
Toggleข้าวฟ่างคืออะไร
ข้าวฟ่างมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sorghum bicolor (L.) Moench จัดเป็นพืชตระกูลหญ้าเช่นเดียวกับข้าวโพด เจริญเติบโตได้ง่าย ลักษณะลำต้นตั้งตรง มีข้อเห็นได้ชัด ใบออกสลับกัน ปลายใบแหลมคม ออกดอกเป็นช่อยาวที่ปลายยอด ผลทรงกลมอยู่ในช่อดอกมีขนาดเท่าเมล็ดพริกไทยและมีเปลือกแข็งห่อหุ้มอีกชั้น เมื่อแก่จะมีเนื้อแข็งสีขาวขุ่นโผล่ออกมาจากเปลือก ข้าวฟ่างมีหลายชนิดบางชนิดนิยมนำมาเป็นอาหารสำหรับมนุษย์ ทำน้ำตาล หรือสามารถนำมาหมักเบียร์ได้ แต่บางชนิดก็นิยมนำมาเลี้ยงสัตว์ สำหรับประเทศไทยนิยมปลูกข้าวฟ่างเมล็ด และสามารถปลูกข้าวฟ่างได้เกือบทุกภาคของประเทศ ยกเว้นภาคใต้
สรรพคุณทางยาของข้าวฟ่าง

- ต้นข้าวฟ่าง : นำมาต้มกับน้ำใช้ดื่มเป็นยาระบายขับปัสสาวะ
- เมล็ดข้าวฟ่าง : ช่วยให้ระบบการย่อยอาหาร เช่น ลำไส้ กระเพาะอาหารทำงานได้ดี ช่วยขับปัสสาวะ ช่วยรักษาอาการของโรคอหิวาตกโรค และโรคบิด
- รากแห้ง : ช่วยรักษาอาการของระบบประสาทที่ผู้ป่วยมีอาการกระวนกระวาย ช่วยรักษาอาการไอ และมีอาการหอบร่วมด้วย
- รากแห้ง : ช่วยรักษาอาการปวดตรงบริเวณกระเพาะอาหาร หรืออาการปวดตรงบริเวณหน้าอก
- รากแห้ง : ช่วยรักษาอาการปัสสาวะติดขัด ช่วยให้คลอดบุตรได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังช่วยรักษาอาการตกเลือดหลังคลอดบุตรได้อีกด้วย
ประโยชน์ของข้าวฟ่าง

- มีสารต้านอนุมูลอิสระ ข้าวฟ่างทุกชนิดอุดมไปด้วยโพลีฟีนอลซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและป้องกันการเกิดโรคร้าย เช่น โรคหัวใจ